หน้าแรกบทความ › กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569
กฎหมายแรงงาน • Payroll

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร ใครต้องจ่าย และ HR ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

สรุปข้อมูลที่ตรวจสอบจากประกาศและข่าวราชการล่าสุด ทั้งวันเริ่มจัดเก็บ อัตราเงินสะสม–เงินสมทบ ตัวอย่างคำนวณ และขั้นตอนเตรียมระบบเงินเดือน

เผยแพร่และตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 1 กันยายน 2569
สรุปสั้นที่สุด

เริ่มจัดเก็บทั่วประเทศวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กลุ่มเป้าหมายหลักคือสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยลูกจ้างและนายจ้างนำส่งฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินแก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานหรือเสียชีวิต รูปแบบที่จะเริ่มจัดเก็บในปี 2569 ใช้หลักให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงิน โดยนายจ้างหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างและจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุน

ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า เมื่อลูกจ้างสิ้นสุดการจ้างงาน จะได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลคืนเป็นเงินก้อนตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

เริ่มเมื่อไร และอัตราเท่าไร?

1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574ฝ่ายละ 0.25%

ลูกจ้างสะสม 0.25% และนายจ้างสมทบ 0.25% รวมเข้ากองทุน 0.50% ของค่าจ้าง

ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไปฝ่ายละ 0.50%

ลูกจ้างสะสม 0.50% และนายจ้างสมทบ 0.50% รวมเข้ากองทุน 1.00% ของค่าจ้าง

เหตุที่บางแหล่งยังระบุปี 2568: กำหนดเดิมถูกเลื่อนออกไปหนึ่งปี ปัจจุบันพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2568 และข้อมูลยืนยันล่าสุดจาก กสร. กำหนดให้เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ใครอยู่ในข่าย?

ตามคำชี้แจงล่าสุดของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กลุ่มเป้าหมายคือ สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  • หากกิจการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ควรตรวจสอบขอบเขตสมาชิกและเงื่อนไขข้อยกเว้นกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  • กองทุนนี้ไม่ใช่กองทุนประกันสังคม และไม่ได้นำมาใช้แทนการส่งเงินสมทบประกันสังคม
  • กรณีโครงสร้างองค์กรหรือสวัสดิการมีรายละเอียดเฉพาะ ควรให้เจ้าหน้าที่ กสร. ยืนยันก่อนตั้งค่าหักเงินจริง

ตัวอย่างการคำนวณช่วงอัตรา 0.25%

ค่าจ้างต่อเดือนหักจากลูกจ้าง 0.25%นายจ้างสมทบ 0.25%รวมเข้ากองทุน
15,000 บาท37.50 บาท37.50 บาท75 บาท
20,000 บาท50 บาท50 บาท100 บาท
30,000 บาท75 บาท75 บาท150 บาท
50,000 บาท125 บาท125 บาท250 บาท

สูตรคำนวณคือ ค่าจ้าง × 0.25 ÷ 100 สำหรับแต่ละฝ่าย ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณพื้นฐาน ควรยึดนิยาม “ค่าจ้าง” และหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานราชการประกาศใช้กับกรณีจริง

นายจ้างต้องนำส่งเมื่อไร?

ระเบียบการนำส่งกำหนดให้นายจ้างนำเงินสะสมที่หักจากลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง พร้อมแบบรายการรายชื่อลูกจ้าง ส่งภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม หากไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบภายในกำหนด มีเงินเพิ่มตามกฎหมาย

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจ้งว่านายจ้างสามารถลงทะเบียนผ่านระบบ e-Service ของกรมฯ ได้ รายละเอียดแบบฟอร์มและขั้นตอนควรตรวจจากระบบหรือสำนักงานในพื้นที่อีกครั้งก่อนวันเริ่มใช้จริง

สิ่งที่ HR และฝ่ายบัญชีควรเตรียม

Checklist ก่อน 1 ตุลาคม 2569

  1. ตรวจจำนวนลูกจ้างและสถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของกิจการ
  2. ตรวจรายชื่อลูกจ้างที่อยู่ในข่ายและข้อมูลค่าจ้างให้ถูกต้อง
  3. ลงทะเบียนนายจ้างในระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  4. เพิ่มรายการ “เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ในระบบ Payroll และสลิปเงินเดือน
  5. ตั้งค่าส่วนสมทบของนายจ้างแยกจากยอดหักของลูกจ้าง
  6. ทดสอบการคำนวณ การปัดเศษ รายงาน และไฟล์นำส่งก่อนรอบเงินจริง
  7. สื่อสารพนักงานให้เข้าใจวัตถุประสงค์ อัตราหัก และสิทธิที่จะได้รับ
  8. จัดปฏิทินนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

R-Scan Payroll ช่วยเตรียมข้อมูลอย่างไร?

ระบบ Payroll ควรแยกรายการเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างอย่างชัดเจน คำนวณตามช่วงวันที่ที่กฎหมายกำหนด แสดงยอดในสลิป และออกรายงานสำหรับตรวจสอบก่อนนำส่ง ฟังก์ชันกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างใน R-Scan Payroll ออกแบบมาเพื่อรองรับการตั้งอัตราตามช่วงเวลาและลดการคำนวณซ้ำของฝ่ายบุคคล

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย การบังคับใช้กับกิจการแต่ละแห่งอาจต่างกันตามจำนวนลูกจ้าง กองทุนหรือสวัสดิการที่มีอยู่ และประกาศเพิ่มเติม โปรดตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนดำเนินการจริง